เวลาวิศวกรหรือผู้รับเหมาต้องระบุสเปคชิ้นส่วนสำหรับงานสะพาน หนึ่งในคำถามที่เจอบ่อยที่สุดคือควรเลือกยางรองคานแบบไหนให้เหมาะกับงาน เพราะการเลือกผิดประเภทอาจส่งผลต่อความปลอดภัยและอายุการใช้งานของโครงสร้างทั้งหมด บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า ยางรองคานสะพานมีกี่ประเภท แต่ละชนิดต่างกันอย่างไร และจะเลือกใช้อย่างไรให้ตรงกับงานก่อสร้างของคุณมากที่สุด
ยางรองคานสะพานแบ่งประเภทอย่างไร?
ก่อนจะลงรายละเอียดของแต่ละแบบ เรามาดูภาพรวมกันก่อนว่าชิ้นส่วนนี้สามารถแบ่งได้กี่มุมมอง เพราะจริง ๆ แล้วการแบ่งประเภทมีหลายเกณฑ์ ทั้งตามชนิดยาง โครงสร้าง และระดับความแข็ง
1.แบ่งตามชนิดยาง — NR (ยางธรรมชาติ) vs CR (คลอโรพรีน)
ตามมาตรฐาน เกณฑ์แรกคือการแบ่งตามชนิดของยางที่นำมาผลิต โดยแบ่งเป็นประเภท NR ที่ทำจากยางธรรมชาติ ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูงและรับแรงดึงได้ดีเยี่ยม กับประเภท CR ที่ทำจากยางสังเคราะห์ชนิดคลอโรพรีน ซึ่งโดดเด่นเรื่องความทนทานต่อสภาพอากาศ โอโซน และความร้อน การเลือกระหว่างสองชนิดนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมหน้างานและข้อกำหนดของผู้ออกแบบเป็นหลัก
2.แบ่งตามโครงสร้าง — 4 แบบตามมาตรฐาน มอก.951-2533
อีกเกณฑ์หนึ่งคือการแบ่งตามโครงสร้างของวัสดุเสริมแรง ซึ่งมาตรฐาน มอก.951-2533 กำหนดไว้ถึง 4 แบบ ได้แก่ แบบไม่มีวัสดุเสริมแรง แบบมีวัสดุเสริมแรงที่ผิวด้านเดียวหรือทั้งสองด้าน แบบมีวัสดุเสริมแรงระหว่างชั้นยาง และแบบที่มีทั้งเสริมระหว่างชั้นยางและที่ผิว การแบ่งแบบนี้สะท้อนถึงความสามารถในการรับน้ำหนักที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
3.แบ่งตามความแข็ง — ชนิด 50 / 60 / 70
เกณฑ์สุดท้ายคือการแบ่งตามค่าความแข็งของยาง โดยแบ่งเป็น 3 ชนิด
- ชนิด 50 คือยางที่นุ่มที่สุด มีความยืดหยุ่นสูง เหมาะกับงานที่รับโหลดเบา
- ชนิด 60 มีความแข็งปานกลาง จึงนิยมใช้ในงานทั่วไปมากที่สุด
- ชนิด 70 คือยางที่แข็งที่สุด รองรับโหลดหนักได้ดี จึงเหมาะกับสะพานทางด่วนหรือโครงสร้างที่รับน้ำหนักสูง
ประเภทที่ 1. ยางรองคานสะพานแบบไม่มีวัสดุเสริมแรง (Plain Bearing Pad)
คุณสมบัติและลักษณะโครงสร้าง
แบบไม่มีวัสดุเสริมแรงคือแผ่นยางรองคอสะพานล้วน ๆ ที่ไม่มีแผ่นเหล็กคั่นอยู่ภายใน ผลิตจากยางธรรมชาติหรือยางสังเคราะห์ได้ ตัวยางจะทำหน้าที่รองรับน้ำหนักและซับแรงสั่นสะเทือนด้วยความยืดหยุ่นของเนื้อยางเอง โครงสร้างจึงเรียบง่ายและติดตั้งได้สะดวก
เหมาะกับสะพานช่วงสั้น ช่วงน้ำหนักเบา
ด้วยลักษณะที่เป็นยางล้วน แบบนี้จึงเหมาะกับสะพานช่วงสั้นหรือโครงสร้างที่รับน้ำหนักไม่มากนัก เช่น สะพานข้ามคลองขนาดเล็กหรืองานที่มีภาระน้ำหนักไม่สูง เพราะความสามารถในการรับแรงกดมีจำกัดเมื่อเทียบกับแบบเสริมเหล็ก
ข้อดีและข้อจำกัดของแบบไม่เสริมแรง
ข้อดีหลัก คือราคาประหยัด ติดตั้งง่าย และเหมาะกับงบประมาณจำกัด
ข้อจำกัดที่ต้องระวัง คือรับแรงกดได้น้อยกว่าและอาจเกิดการปลิ้นตัวของยางเมื่อรับน้ำหนักมากเกินไป จึงไม่เหมาะกับสะพานช่วงยาวหรืองานที่รับโหลดหนัก
ประเภทที่ 2. ยางรองคานสะพานแบบเสริมไส้เหล็ก (Laminated / Elastomeric Bearing Pad)
โครงสร้างและหลักการทำงานของแบบเสริมไส้เหล็ก
แบบเสริมไส้เหล็กหรือ Laminated Bearing คือแผ่นยางที่มีแผ่นเหล็กกล้าละมุนคั่นอยู่ระหว่างชั้นยางเป็นชั้น ๆ แผ่นเหล็กเหล่านี้ช่วยจำกัดการขยายตัวด้านข้างของยางเมื่อรับน้ำหนัก ทำให้แผ่นยางรับแรงกดในแนวดิ่งได้สูงขึ้นมากโดยที่ยังคงยืดหยุ่นในแนวราบเพื่อรองรับการเคลื่อนตัวของโครงสร้าง
จำนวนชั้นเหล็ก 2–5 ชั้น เลือกตามภาระน้ำหนัก
จำนวนชั้นเหล็กจะเลือกตามภาระน้ำหนักของงาน ตั้งแต่ 2 ชั้นไปจนถึง 5 ชั้น ยกตัวอย่างเช่นขนาด 20 x 100 มม. x 1.00 ม. เสริมเหล็ก 2 ชั้น สำหรับงานทั่วไป ไปจนถึงขนาด 65 x 280 มิล x 350 มิล เสริมเหล็กถึง 5 ชั้น สำหรับงานที่รับน้ำหนักหนักเป็นพิเศษ ยิ่งชั้นเหล็กมาก ความสามารถในการรับแรงกดก็ยิ่งสูงตาม
เหมาะกับสะพานลอย สะพานยูเทิร์น ทางด่วน
ด้วยความสามารถในการรับน้ำหนักที่เหนือกว่าแผ่นยางรองคอสะพานแบบเสริมไส้เหล็กจึงนิยมใช้กับสะพานลอย สะพานยูเทิร์น และทางด่วนที่ต้องรองรับน้ำหนักรถจำนวนมากตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงโครงสร้างทางยกระดับและสะพานในระบบรางที่ต้องการเสถียรภาพสูง
ข้อดีที่เหนือกว่าแบบไม่เสริมแรง
ข้อได้เปรียบที่ชัดเจนคือรับแรงกดได้สูงกว่ามาก รองรับโครงสร้างขนาดใหญ่และช่วงสะพานยาวได้ดี อีกทั้งยังควบคุมการเคลื่อนตัวของโครงสร้างได้แม่นยำกว่า จึงเป็นตัวเลือกมาตรฐานสำหรับงานสะพานที่ต้องการความปลอดภัยและความทนทานในระยะยาว

วิธีเลือกประเภทยางรองคานสะพานให้เหมาะกับการใช้งาน
พิจารณาจากความยาวช่วงสะพาน (Span)
ปัจจัยแรกคือความยาวช่วงสะพาน หากเป็นช่วงสั้นและรับน้ำหนักเบา แบบไม่เสริมแรงอาจเพียงพอ แต่หากเป็นช่วงยาวที่มีการเคลื่อนตัวและรับน้ำหนักมาก ควรเลือกแบบเสริมไส้เหล็กเพื่อความปลอดภัย
พิจารณาจากน้ำหนักโครงสร้างและน้ำหนักบรรทุก
ถัดมาคือน้ำหนักรวมของโครงสร้างส่วนบนและน้ำหนักรถบรรทุกที่วิ่งผ่าน ยิ่งภาระน้ำหนักมาก ยิ่งต้องเลือกยางที่มีความแข็งสูงและจำนวนชั้นเหล็กที่เหมาะสม เพื่อให้รับแรงกดได้โดยไม่เสียรูป
พิจารณาจากสเปคที่กรมทางหลวงหรือผู้ออกแบบกำหนด
สุดท้ายและสำคัญที่สุดคือต้องอ้างอิงสเปคที่กรมทางหลวงหรือวิศวกรผู้ออกแบบกำหนดไว้ เพราะเอกสารเหล่านี้ผ่านการคำนวณทางวิศวกรรมมาแล้ว การปฏิบัติตามสเปคจึงเป็นหลักประกันความถูกต้องที่ดีที่สุด
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการระบุสเปคยางรองคานสะพาน
ระบุความแข็งผิด — เลือก 50/60/70 ไม่ตรงกับโหลด
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือเลือกความแข็งไม่ตรงกับภาระน้ำหนัก เช่น ใช้ชนิด 50 ที่นุ่มเกินไปกับงานที่รับโหลดหนัก ทำให้ยางเสียรูปเร็วกว่าที่ควร
สั่งแบบไม่เสริมแรงสำหรับสะพานช่วงยาว
การเลือกแบบไม่เสริมแรงไปใช้กับสะพานช่วงยาวเพื่อประหยัดงบ ซึ่งเสี่ยงต่อการรับน้ำหนักไม่ไหวและเกิดความเสียหายกับโครงสร้างในระยะยาว
ไม่อ้างอิงมาตรฐาน มอก.951-2533 ในเอกสารสัญญา
การไม่ระบุมาตรฐาน มอก.951-2533 ไว้ในเอกสารสัญญา ซึ่งอาจทำให้ได้สินค้าที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณภาพ ส่งผลต่อความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของงาน
เลือกยางรองคานสะพานให้ถูกประเภท ยืดอายุโครงสร้างได้ยาวนาน
จะเห็นได้ว่าการเข้าใจว่ายางรองคานสะพานมีกี่ประเภทและเลือกใช้ให้ตรงกับงานเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยและอายุการใช้งานของสะพาน การเลือกประเภท ความแข็ง และจำนวนชั้นเหล็กให้เหมาะกับภาระน้ำหนัก พร้อมอ้างอิงมาตรฐาน มอก.951-2533 จะช่วยให้โครงสร้างมั่นคงและคุ้มค่าในระยะยาว สำหรับผู้รับเหมาที่กำลังมองหาสินค้าคุณภาพ การเลือกผู้ผลิตที่ผลิตได้ครบทุกแบบทุกสเปคคือคำตอบที่ดีที่สุด
สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องการคำแนะนำในการเลือกยางรองคอสะพานให้เหมาะกับงานของคุณติดต่อทีมงาน TS Rubber Premium ผู้ผลิตยางคุณภาพได้มาตรฐาน ได้โดยตรง เรายินดีให้คำปรึกษา
เบอร์ติดต่อ: 064-9655626 (Ball) | 089-2045879 (Nuch)
LINE: TS-rubberpremium
Email: sales@ts-rubberpremium.com
Email: Tanapong_suksin@hotmail.com
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับประเภทยางรองคานสะพาน (FAQs)
1.แบบไม่เสริมแรงกับแบบเสริมไส้เหล็ก เลือกแบบไหนดี?
ขึ้นอยู่กับภาระน้ำหนักและช่วงสะพาน หากเป็นงานเบาช่วงสั้น แบบไม่เสริมแรงก็เพียงพอ แต่ถ้าเป็นสะพานทางด่วนหรือช่วงยาว ควรเลือกแบบเสริมไส้เหล็กเพื่อความปลอดภัย
2.ความแข็งชนิด 50, 60, 70 เลือกอย่างไร?
ชนิด 50 เหมาะกับโหลดเบา ชนิด 60 สำหรับงานทั่วไป และชนิด 70 สำหรับงานรับน้ำหนักหนักอย่างสะพานทางด่วน ทางที่ดีควรอ้างอิงตามที่วิศวกรผู้ออกแบบกำหนด
3.ต้องเสริมเหล็กกี่ชั้นถึงจะพอ?
ขึ้นอยู่กับน้ำหนักที่ต้องรับ ตั้งแต่ 2 ชั้นสำหรับงานทั่วไป ไปจนถึง 5 ชั้นสำหรับงานหนักพิเศษ ควรให้วิศวกรคำนวณตามภาระน้ำหนักจริง
4.สั่งผลิตตามสเปคเฉพาะของหน้างานได้ไหม?
สามารถสั่งผลิตได้ นอกจากขนาดมาตรฐานแล้ว ยังสั่งผลิตตามแบบที่วิศวกรกำหนดได้ ทุกแบบ ทุกชนิด ทุกขนาด โดยยังคงมาตรฐานคุณภาพไว้ครบถ้วน